foto1
foto1
foto1
foto1
foto1

ปฏิทิน

January 2018
S M T W T F S
1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30 31

Facebook Page

แผนที่ตั้ง

สถิติผู้เยี่ยมชม

071838
วันนี้
เมื่อวานนี้
สัปดาห์นี้
สัปดาห์ที่แล้ว
เดือนนี้
เดือนที่แล้ว
ทั้งหมด
911
3584
8112
61049
28528
4632
71838

Your IP: 54.234.45.10
2018-01-20 15:17

นิทานน้ำใจ006

เอาแม่ไปทิ้งที่ภูเขา

 

นิทานญี่ปุ่น

 

ที่ญี่ปุ่นในสมัยเอโดะ (ราวรัชกาลที่5)กว่าร้อยปีมาแล้ว  เกิดภัยแล้งคุกคามทำให้อาหารขาดแคลน

เจ้าเมือง แก้ปัญหาโดยออกกฎหมายและทำป้ายประกาศ ให้นำคนแก่อายุเกิน 60 ปี ไปทิ้งบนภูเขา  เพื่อให้ตากแดด อดน้ำ อดอาหารแล้วตายไปเอง จะได้ไม่เปลืองข้าวเปลืองน้ำ ผู้ใดฝ่าฝืนจะถูกประหารทั้งครอบครัว

เคนจิ มีแม่ที่กำลังจะอายุครบ 60 ปี  เขาแบกแม่ขึ้นหลังไปทิ้งบนภูเขาสูงชื่อ อูบาสุเทะ เหมือนกับที่คนข้างบ้าน พาพ่อที่อายุ 60 ปี ขึ้นไปทิ้ง เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ระหว่างที่เดินไป แม่ได้เอื้อมมือหักกิ่งไม้ทิ้งระหว่างทาง เพื่อให้ลูกกลับบ้านได้ถูก

แต่เมื่อขึ้นไปบนป่าลึกถึงภูเขาสูง เคนจิไม่สามารถปล่อยแม่ไว้ตามลำพังได้ เพราะระลึกถึงพระคุณของแม่ที่เลี้ยงดูเขามาตั้งแต่เล็ก จึงยอมเสี่ยงตาย โดยฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าเมือง แบกแม่กลับมาบ้านตอนกลางดึก ซ่อนแม่ไว้ในห้องใต้ดินไม่ให้ใครรู้ แล้วส่งอาหารให้แม่ทุกวัน ไม่นานหลังจากนั้น เจ้าเมือง  ก็ประกาศคำปริศนา และบอกว่าหากใครแก้ปริศนาเหล่านี้ได้จะให้รางวัล

ปริศนาข้อแรกคือ ให้ฟั่นเชือกจากขี้เถ้า แต่ผ่านไปหลายสัปดาห์ ก็ไม่มีใครแก้ปริศนาได้ เคนจิจึงไปเล่าให้แม่ฟัง เมื่อเล่าจบ แม่ก็ยิ้มแล้วบอกว่า ให้ฟั่นเชือก นำไปชุบน้ำเกลือ แล้วนำไปเผาให้ไหม้เป็นถ่าน ขี้เถ้าจะคงรูปเหมือนเชือกอยู่อย่างนั้น

เมื่อเคนจินำวิธีการไปเสนอเจ้าเมือง เจ้าเมืองพอใจมาก ให้รางวัล  แล้วถามปริศนาข้อสองต่อไป  คือให้ร้อยเส้นไหมลอดผ่านเปลือกหอยสังข์ เคนจินำปริศนาไปถามแม่  แม่ให้ผูกเส้นไหมกับขามด แล้วจับมดไปใส่ในเปลือกหอย หลังจากนั้นให้โรยน้ำตาลและจุดเทียนอีกด้านหนึ่งของเปลือกหอย เมื่อมดได้กลิ่นน้ำตาลและเห็นแสงเทียนก็จะพยายามเดินออกไป  เส้นไหมก็จะถูกมดพาลอด ผ่านเปลือกหอยสังข์ได้"

เมื่อเคนจินำวิธีการไปเสนอเจ้าเมือง  เจ้าเมืองพอใจมาก ให้รางวัลแล้วถามปริศนาข้อสามต่อไป โดยให้ไม้มาท่อนหนึ่งแล้ว ถามว่า ด้านไหนมาจากโคนต้นไม้ เคนจินำปริศนาไปถามแม่  แม่บอกให้เอาไม้ไปลอยน้ำ   ด้านที่จมจะเป็นด้านโคนต้นไม้ ส่วนด้านที่ลอยจะเป็นด้านยอดไม้

เมื่อเคนจินำวิธีการไปเสนอเจ้าเมือง  เจ้าเมืองพอใจมากให้รางวัล แล้วถามปริศนาข้อที่สี่ต่อไป ให้ไปทำกลองที่มีเสียงดังโดยไม่ต้องตี  เคนจินำปริศนาไปถามแม่ แม่บอกให้เปิดหนังกลองออก เอาตัวผึ้งใส่เข้าไปในกลอง  พอเกิดการกระเทือน  ผึ้งตกใจบินว่อน กลองก็จะมีเสียงดังโดยไม่ต้องตี

เมื่อเคนจินำวิธีการไปเสนอเจ้าเมือง เจ้าเมืองพอใจมาก ให้รางวัล แล้วถามปริศนาข้อที่ห้าต่อไป  มีหมาตัวเมียสองตัว หน้าตาสัดส่วนเหมือนกันทุกอย่าง จะรู้ได้อย่างไรว่าตัวไหนเป็นแม่ตัวไหนเป็นลูก เคนจินำปริศนาไปถามแม่ แม่บอกให้เอากระดูกหนึ่งชิ้น มาให้หมาทั้งสอง  หมาตัวแม่จะให้หมาตัวลูกกินก่อน

เมื่อเคนจินำวิธีการไปเสนอเจ้าเมือง เจ้าเมืองพอใจมาก ให้รางวัล แล้วบอกว่าจะให้ขออะไรก็ได้หนึ่งอย่างเป็นรางวัล  เคนจิจึงขอให้เจ้าเมืองยกเลิกกฎหมายที่บังคับให้เอาคนแก่ไปทิ้งให้ตายบนภูเขา ซึ่งเจ้าเมืองก็ยอมทำตาม เคนจิจึงกลับมาบ้านอยู่กับแม่ต่อมาอย่างมีความสุข พร้อมกับคนชราจำนวนมากที่รอดชีวิตมาได้ จากชายหนุ่มยอดกตัญญู และเมืองนั้นก็กลายเป็นเมืองที่ให้ความสำคัญต่อผู้สูงอายุต่อมา

           นิทานเรื่องนี้เป็นนิทานโบราณของญี่ปุ่นที่เล่าสืบต่อกันมากว่าร้อยปี และมีการนำเค้าโครงไปทำภาพยนตร์เรื่อง Ballad of Narayama                                                                                                    

           เรียบเรียงจากเรื่อง “Legend of Ubasuteyama”, Japanese Folktale    http://en.wikipedia.org/wiki/Ubasute

ดาวน์โหลดนิทาน PDF

นิทานน้ำใจ 218
คากูยะ หิเมะ เจ้าหญิงไม้ไผ่
( かぐや姫の物語 The Tale of the Princess Kaguya )

 

            ในประเทศญี่ปุ่น เมื่อนาน นาน นาน...มาแล้ว ยังมีชายชราผู้ยากจนคนหนึ่ง ชื่อว่า  ทาเกโตริ โนะ โอกินา  ซึ่งมักจะขึ้นไปตัดไม้ไผ่บนภูเขาอยู่เสมอๆ วันหนึ่งขณะที่เขากำลังตัดไม้ไผ่นั้น เขาก็เหลือบไปเห็นไม้ไผ่ปล้องหนึ่ง ก็มีแสงสว่างสีทองวาบขึ้นมา และด้วยความอยากรู้ ชายชราจึงเข้าไปดูใกล้ๆ

 

          เขาประหลาดใจเป็นอย่างมาก เพราะไม้ไผ่ปล้องที่กำลังส่องแสงสว่างนั้น มีเด็กหญิงน้อยๆ ที่น่ารักอยู่ภายใน และเนื่องจากเขาและภรรยาไม่มีลูก เขาจึงนำเด็กหญิงผู้น่ารักคนนั้นกลับบ้าน  เขาเลี้ยงดูเด็กหญิงด้วยความรักใคร่เอาใจใส่ โดยให้ชื่อว่า คากูยะ หลังจากที่ชายชราได้พบกับ คากูยะ     ทุกครั้งที่เขาเข้าไปในป่าเพื่อตัดไม้ไผ่ เขาก็จะพบทองคำจำนวนหนึ่งอยู่ในไม้ไผ่ลำที่เขาตัดเสมอ ซึ่งทำให้สองสามีภรรยาร่ำรวยขึ้นในเวลาไม่นานนัก  คากูยะเติบโตจนเป็นหญิงสาวที่มีรูปร่างหน้าตางดงาม ความงามของเธออาจจะเป็นภัยกับตัวเธอเอง ดังนั้นชายชราคนตัดไม้ไผ่จึงพยายามไม่ให้มีผู้คนพบเห็นเธอมากนัก แต่ในไม่ช้าเรื่องราวของเธอก็ถูกกล่าวขานไปทั่วประเทศ ชายหนุ่มมากมายมาขอเธอแต่งงาน แต่ คากูยะก็ปฏิเสธทุกคำขอ มีเพียงชายหนุ่มสูงศักดิ์ 5   คนที่ไม่ละความพยายาม จนทำให้ คากูยะต้องหาหนทางให้พวกเขาตัดใจ โดยการขอของขวัญที่เธอต้องการจากชายหนุ่มคนละหนึ่งชิ้น หากใครนำของขวัญมามอบให้กับเธอได้ เธอจึงจะยอมแต่งงานด้วย

                 ชายคนแรกทำของเลียนแบบมามอบให้ คนที่สองไม่สามารถหาของจริงมาให้ได้ คนที่สามถอดใจเลิกระหว่างการเดินทาง และคนสุดท้ายได้รับบาดเจ็บสาหัสเจียนตายแต่ก็ไม่สามารถหาของที่ คากูยะต้องการมาได้ สุดท้ายพวกหนุ่มๆ จึงต้องหัวใจสลายและยอมแพ้กลับไป...               จักรพรรดิ มิกาโดะ ได้ยินค่ำร่ำลือเกี่ยวกับความงามของ คากูยะ และเมื่อได้พบกับเธอ พระองค์ก็ขอเธออภิเษกทันที แต่ก็ถูกปฏิเสธเช่นกัน เธอให้เหตุผลว่า เธอไม่ใช่คนของดินแดนแห่งนี้จึงไม่สมควรแต่งงานกับพระองค์ แต่เมื่อจักรพรรดิ มิกาโดะ ใช้กำลังบังคับ   เธอก็หายวับไปต่อหน้าต่อตาของพระองค์ องค์จักรพรรดิจึงรับรู้ได้ว่านางไม่ใช่บุคคลธรรมดา พระองค์จึงยอมตัดใจกลับไป

             

         สามปีผ่านไป คากูยะก็ยังคงสวยวัน สวยคืน แต่เมื่อฤดูใบไม้ผลิมาถึง คากูยะก็เริ่มซึมเศร้า เอาแต่มองท้องฟ้ายามค่ำคืน เธอมักจะเพ่งมองดวงจันทร์และร้องไห้ ชายชราเป็นกังวลมาก จึงถาม คากูยะว่าเป็นอะไร เธอหันหน้าไปมองท้องฟ้าด้วยสายตาที่โศกเศร้า แล้วตอบว่า แท้จริงแล้วเธอนั้นมาจากดินแดนบนดวงจันทร์ เธอถูกส่งให้มาใช้ชีวิตอยู่บนโลกมนุษย์ และตอนนี้ก็ถึงเวลาที่เธอจะต้องกลับไปแล้ว เธอรู้ว่าเมื่อจากไป เธอจะต้องคิดถึงชายชราและภรรยามาก นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้เธอทุกข์ใจ ชายชราตกใจมากที่ได้รู้ความจริง และไม่ต้องการที่จะปล่อยให้ลูกสาวสุดที่รักต้องจากไป เขาจึงไปปรึกษาองค์จักรพรรดิ มิกาโดะ

                เมื่อถึงคืนวันเพ็ญตามกำหนดที่ คากูยะต้องกลับไปยังดวงจันทร์ จักรพรรดิก็สั่งให้องครักษ์ของพระองค์ซ่อน คากูยะไว้ภายในบ้านอย่างมิดชิดและให้เฝ้าไว้เป็นอย่างดี แต่แล้วท้องฟ้ายามค่ำคืนก็กลับสว่างขึ้น มีขบวนทูตสวรรค์จากดวงจันทร์ แต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่สว่างไสวราวกับแสงจันทร์เต็มดวง ลอยมาบนเมฆและร่อนลงบนพื้นดิน ในขณะที่เหล่าองครักษ์ก็ตาพร่ามัวไปด้วยแสงประหลาดนั้น ต้องหยุดนิ่งราวกับถูกสาบ และไม่กล้าที่จะทำอะไรทั้งสิ้น คากูยะกล่าวว่าถึงแม้เธอจะรักผู้คนที่เธอรู้จักบนโลกมากมายแค่ไหน เธอก็ต้องกลับไปยังบ้านที่แท้จริงของเธอ เธอมอบเสื้อคลุมของเธอให้ชายชราคนตัดไม้ไผ่และภรรยาเป็นที่ระลึก และก็มอบจดหมายพร้อมกับยาอายุวัฒนะฝากองครักษ์ไปให้จักรพรรดิมิกาโดะ จากนั้นทูตสวรรค์ก็นำเธอขึ้นเกี้ยว สวมเสื้อคลุมขนนกให้เธอ และนำเธอจากไป ทิ้งให้พ่อแม่บนโลกมนุษย์มองตามอย่างหัวใจแหลกสลายอยู่เบื้องหลัง

              เมื่อ คากูยะจากไป เหล่าองครักษ์ก็นำสิ่งของที่นางมอบให้ ไปถวายจักรพรรดิและรายงานถึงสิ่งที่เกิดขึ้น หลังจากอ่านจดหมายแล้วพระองค์ทรงรู้สึกเศร้าใจมาก ทรงถามข้าราชบริพารว่าภูเขาลูกไหนอยู่ใกล้กับท้องฟ้ามากที่สุด และมีผู้ตอบว่าเป็นภูเขาสูงลูกหนึ่งในจังหวัดซูรูกะ   พระองค์จึงสั่งให้นำจดหมายตอบของพระองค์ไปเผาที่ยอดเขาแห่งนั้น โดยหวังว่าข้อความจะถูกส่งไปถึง คากูยะแล้วพระองค์ยังสั่งให้เผายาอายุวัฒนะที่เธอมอบให้ด้วย เพราะพระองค์ไม่ปรารถนาจะมีชีวิตยืนยาวโดยที่ไม่มีโอกาสได้เห็นหน้า คากูยะอีก

 

ที่มา : https://bluemoon1971.files.wordpress.com/2010/07/kaguyahime.jpg
http://web-japan.org/kidsweb/folk/kaguya/kaguya01.html
http://dinolingo.com/blog/tag/princess-kaguya/
https://en.wikipedia.org/wiki/The_Tale_of_the_Bamboo_Cutter#/
media/File:Taketori_Monogatari_2.jpg

>>> ดาวน์โหลดนิทาน PDF <<<

นิทานน้ำใจ215

คินทาโร่ เด็กน้อยเอี๊ยมแดงขี่หมี (金太郎 Kintarō  Golden Boy)

        เมื่อประมาณหนึ่งพันปีมาแล้ว  ที่ประเทศญี่ปุ่น   มีเด็กชายชื่อคินทาโร่ อยู่กับแม่ของในบ้านหลังเล็กที่หมู่บ้านเชิงเขาอะชิงาร่า (Mt. Ashigara) คินทาโร่เป็นเด็กแข็งแรงเหลือเชื่อตอนที่เพิ่งคลานได้ เขาก็มีพลังเท่ากับผู้ใหญ่แล้ว  และเมื่อเริ่มหัดเดินนั้น  แม่ได้เย็บเอี๊ยมสีแดงสดให้ตัวหนึ่ง ด้านหน้าของอี๊ยมปักดิ้นทองเป็นรูปตัวอักษร คิน  ซึ่งคินทาโร่เป็นเด็กที่เกิดมาท่ามกลางธรรมชาติ เขา   เข้าใจความรู้สึกและภาษาของสัตว์ป่า     บรรดาสัตว์ทั้งหลายกับคินทาโร่ก็กลายเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน คินทาโร่จะเดินขึ้นไปยังภูเขาทุกวันเพื่อไปพบกับเพื่อนสัตว์ของเขา โดยจะวิ่งและเล่นเกมต่างๆอยู่ในป่าแห่งนั้นตลอดวันเมื่อฤดูหนาวย่างเข้ามา อากาศเย็นไม่สามารถทำอะไร คินทาโร่ได้เลย และในฤดูร้อนที่มีอากาศร้อนก็เช่นกัน ความร้อนอบอ้าวก็ยังทำอะไร คินทาโร่ไม่ได้ ขณะที่ชาวบ้านพากันหลับอยู่ใต้ต้นไม้ คินทาโร่จะวิ่งเข้าป่าหรือไม่ก็ลงไปเล่นน้ำในแม่น้ำอย่างสุขสำราญ และในระหว่างที่มีลมพายุแรงจัดในฤดูใบไม้ร่วง คินทาโร่จะยืนอยู่นอกบ้านตลอดคืนเพื่อจะได้คอยประคองบ้านไว้ไม่ให้พัง เมื่อคินทาโร่อายุได้ 5 ขวบ แม่มอบขวานเล่มใหญ่และหนักมากเล่มหนึ่งแก่เขา คินทาโร่ชอบขวานนี้มาก คินทาโร่ดีใจที่ได้ช่วยแม่ตัดฟืนทุกวัน  วันหนึ่งในฤดูใบไม้ร่วง คินทาโร่กำลังตัดไม้อยู่ในป่า เพื่อนๆสัตว์ได้เข้าไปหาเขา ลิงตะโกนชวน คินทาโร่ไปเก็บลูกเกาลัดบนยอดเขา พวกสัตว์ก็เริ่มเดินทางขึ้นเขาโดยมี คินทาโร่เดินนำหน้า จนไปถึงเหวแห่งหนึ่งที่สะพานพังไปเพราะโดนพายุทำลาย   คินทาโร่ใช้ขวานตัดต้นไม้ใหญ่พาดทำสะพานข้ามเหวได้สำเร็จ ในที่สุดพวกเขาก็ไต่ขึ้นไปถึงยอดเขาซึ่งเป็นที่อยู่ของหมีที่ดุร้ายขนาดใหญ่ของภูเขาอะชิงาร่าตัวหนึ่ง มีเสียงคำรามดังมาจากพุ่มไม้ เจ้าหมีลุกขึ้นยืนสองขาอวดกรงเล็บ คินทาโร่เดินเข้าไปต่อยจนหมีเซถลา. แล้วใช้พลังอันมหาศาลยกเจ้าหมีชูขึ้นเหนือศีรษะ หมีตะเกียกตะกายหมดทางสู้อยู่กลางอากาศ  คินทาโร่ให้ หมีสัญญาว่าจะทำตัวเป็นหมีที่ดี ก่อนที่เขาจะปล่อยหมีลง นับจากนั้นเป็นต้นมา หมีก็หยุดใช้กำลังกับสัตว์ที่เล็กกว่าตนและกลายเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดตัวหนึ่งของคินทาโร่บรรดานายพรานและคนตัดไม้ในบริเวณไกลออกไป ได้เดินทางกลับมาที่หมู่บ้านของพวกตน พร้อมด้วยเรื่องที่ตนพบเห็นมาอย่างไม่น่าเชื่อจากภูเขาอะชิงาร่า นั่นคือเรื่อง เด็กน้อยในชุดสีแดงลายดิ้นทอง แบกขวานไว้เหนือไหล่นั่งขี่อยู่บน หลังหมีป่าตัวใหญ่มหึมา คินทาโร่มีเรื่องราวการผจญภัยที่ตื่นเต้นอีกหลายอย่าง เขาเติบโตขึ้นและแข็งแรงมาก มีคนพูดกันว่า เมื่อเขาเป็นผู้ใหญ่ เขาได้เดินทางไปเกียวโตและได้รับชื่อเสียงที่ยืนยาวมาจนกระทั่งถึงบัดนี้ว่า เป็นซามูไรที่กล้า หาญและไร้เทียมทานนามว่าซากาตะ โนะ คินโทกิ ในช่วงวันเด็กชาย ชาวญี่ปุ่นที่มีลูกชาย จะประดับธงปลาคาร์พ  ที่มีรูปของคินทาโร่ หรือไม่ก็ตั้งตุ๊กตาคินทาโร่ไว้ในบ้าน   เพราะอยากให้เด็กโตขึ้นมาแข็งแรง กตัญญู และกล้าหาญเหมือนคินทาโร่นั่นเอง

ที่มา : Kintaro Japanese Folklore
http://www2c.airnet.ne.jp/toyo/legend.html
https://youtu.be/qasxJqFSZfU

  >>> ดาวน์โหลดนิทาน pdf<<<